บทที่ 1 · 2014. 2. 1. · บทที่ 2 แนวคิด ......

Post on 31-Aug-2020

5 views 0 download

Transcript of บทที่ 1 · 2014. 2. 1. · บทที่ 2 แนวคิด ......

บทท 1

บทน ำ

ควำมเปนมำและควำมส ำคญของปญหำ

ภาษาองกฤษเปนภาษาสากล คนทวโลกนยมใชกนอยางแพรหลาย และประเทศไทยกเปนอก

ประเทศหนงทน าภาษาองกฤษมาใชในการสอสาร ดงนนจงจ าเปนทจะตองพฒนาความสามารถทาง

ภาษาของคนไทยใหอยในระดบทจะรบรสอสารเขาใจภาษาองกฤษไดเปนอยางด ทกษะการฟง การพด

เปนพนฐานทส าคญ การสอสารจะไมเกดขนหากผสนทนาไมเขาใจความหมายของถอยค าไมสามารถ

พดโตตอบ การสนทนาได การทผเรยนมความสามารถในทกษะการฟง การพด ภาษาองกฤษไมด

เทาทควรนน เนองจากผเรยนไมไดรบการฝกฝนอยางเพยงพอ การพฒนาทกษะการฟง การพดควรใช

กจกรรมทเปดโอกาสใหนกเรยนไดฝกฝนทกษะการฟง การพดในสถานการณตางๆ ทใกลเคยงกบความ

เปนจรงมาก กจกรรมทเปดโอกาสใหผเรยนไดฝกใชภาษาในสถานการณตางๆ นอกจากนกจกรรม

ตางๆ ยงชวยสรางสภาพแวดลอมทสงเสรมการเรยนร ชวยพฒนาความสามารถในการฟง การพด

เพอการสอสารของผเรยน ประกอบกบปจจบน ภาษาองกฤษมความสมพนธในการด าเนน

ชวตประจ าวนของนกเรยน เชน ปายโฆษณา สลากสนคา ฯลฯ ลวนแตมภาษาองกฤษเกยวของจนเปน

ภาษาท2 ทใชควบคกบภาษาไทย นอกจากนนภาษาองกฤษยงมความจ าเปนตอคนในสงคมอยางมาก

เพราะความเจรญกาวหนาทางเทคโนโลยและทางวชาการดานตาง ๆ ในโลกยคขอมลขาวสา ร

ไรพรมแดน ท าใหเกดการตดตอสอสาร การคมนาคมทงการทองเทยวเปนไปอยางสะดวกสบาย

โอกาสใชภาษาจงความจ าเปนอยางมาก โดยเฉพาะการพด เปนทกษะอนดบแรกทควรใหผเรยนมการ

ฝกฝนเพอน ากลบไปใชในชวตประจ าวนไดจรง เชนการใหขอมลแกผอนทตดตอสอบถาม โดยเฉพาะ

การใชบทบาทสมมต มขอดทผเรยนไดแสดงออกทงดานความรความคด และพฤตกรรมทเปนพนฐาน

น าไปสการเกดความรความเขาใจในเรองความรสกและพฤตกรรมตาง ๆ (มนสช สทธสมบรณ : 42)

จากความส าคญดงกลาว

ผวจยเหนวาหากผเรยนไดใชสถานการณในบทบาทสมมตจะท าใหผเรยนกลาแสดงออก กลา

พดและเหนวาภาษาองกฤษเปนวชาทสนกไมกลวทผดหรออายทจะพดอกตอไปและชวยใหผเรยนม

มาตรฐานตามหลกสตรการศกษาขนพนฐาน พทธศกราช 2544 ทก าหนดใหผเรยนในชวงชนท 2 ม

คอ มความเขาใจและใชภาษาตางประเทศ แลกเปลยน น าเสนอขอมลเกยวกบตนเอง ครอบครว

อาหาร เครองดม สรางความสมพนธระหวางบคคล และเขาใจเกยวกบวฒนธรรมทางภาษาและชวต

ความเปนอยของเจาของภาษาตามบรบทของขอความทพบตามระดบชน (หลกสตรสถานศกษา ฉบบ

ปรบปรง พ.ศ.2548 : 3 หากผเรยนไดฝกการสอสารขอมลทเกยวของในชวตประจ าวนโดยใช

บทบาทสมมต จะท าเกดผลดตอผเรยนในการไดฝกทกษะการพดเพอการสอสาร รวมกจกรรมอยาง

สนกสนานได หากน ามาใชรวมในขนตอนการจดกจกรรมการเรยนการสอน และยงสงผลดตอทง

ครผสอนทสามารถจดบรรยากาศทเออตอการเรยนรของผเรยนและผเรยนเกดการไดเรยนรโดยไมรตว

และไมเบอวชาทเรยนจากการไดมสวนรวมแสดงพฤตกรรมในการแสดงบทบาทสมมตหรอเปนผสงเกต

พฤตกรรมของผเรยนคนอน ขณะทนกเรยนคนอนเลนบทบาทสมมต

นอกจากนผวจยสนใจทจะน ากจกรรมบทบาทสมมต (role play) มาใชในการเรยนการสอน

ภาษาองกฤษเพอศกษาวาวธการสอนดงกลาวจะชวยใหนกเรยนมความสามารถในการฟง และการพด

ไดหรอไมอยางไรเชนกน

วตถประสงค

1. เพอพฒนาการจดกจกรรมการเรยนการสอนวชาภาษาองกฤษโดยใชบทบาทสมมตเพอ

สงเสรมทกษะการฟงและการพด

2. เพอประเมนผลการจดกจกรรมการเรยนการสอนวชาภาษาองกฤษโดยใชบทบาทสมมต

ประโยชนทไดรบ

1. เพอเปนแนวทางการจดกจกรรมการเรยนการสอนวชาภาษาองกฤษทสงเสรมความสามารถใน

การฟง การพดของนกเรยน

2. พฒนาทกษะการฟงและพดภาษาองกฤษเพอสอสารในชวตประจ าวนโดยผานกจกรรมการ

แสดงบทบาทสมมต รวมทงสงเสรมการกลาแสดงออก และการท างานรวมกบผอน

ขอบเขตของกำรวจย

การวจยนจดกระท ากบตวอยางทเปน นกศกษาหอง CD 101 จ านวน 39 คน CD 103 จ านวน

41 คน รวมเปนจ านวนนกศกษา 80 คน คณะบรหารธรกจ วทยาลยพายพเทคโนโลยและบรหารธรกจ

ผานรายวชาภาษาองกฤษเพอการสอสาร 1 รหสวชา 2000-1201 (English for Communication 1)

นยำมศพท

1. กจกรรมบทบาทสมมต หมายถง การแสดงบทบาทสมมตในการพดบทสนทนา(conversation) ท

ผสอนสรางขนเพอประกอบ การฝกทกษะการพด

2. ความสามารถในการฟง และการพด หมายถง ความสามารถในการฟงประโยคหรอบทสนทนาได

อยางเขาใจและสามารถพดโตตอบดวยค าศพทและโครงสรางไวยากรณทถกตองตรงตามสถานการณท

เกดขน ตลอดจนใชสหนาทาทางชวยในการสอความหมายใหคสนทนาเขาใจ

บทท 2

แนวคด ทฤษฎ และงำนวจยทเกยวของ

วธกำรสอนโดยใชบทบำทสมมต

ควำมหมำย

วธการสอนโดยใชบทบาทสมมต หมายถง วธสอนทผสอนสรางสถานการณและบทบาท

สมมตขนจากความเปนจรง มาใหผเรยนไดแสดงออกตามทผเรยนคดวาจะเปน ผสอจะใชการ

แสดงออกทงทางดานความร ความคด และพฤตกรรมของผแสดงมาเปนพนฐานในการใหความรและ

สรางความเขาใจแกผเรยน อนจะท าใหผเรยนเขาใจเนอหาสาระของบทเรยนอยางลกซง และรจกปรบ

หรอเปลยนพฤตกรรม และการแกไขปญหาตาง ๆ ไดอยางเหมาะสม

ควำมมงหมำย

1. เพอใหผเรยนเกดความเขาใจในพฤตกรรมและความรสกของผอน

2. เพอใหผเรยนไดปรบหรอเปลยนพฤตกรรมไปในทางทเหมาะสม

3. เพอใหผเรยนไดฝกการใชความรความคดในการแกปญหา และการตดสนใจ

4. เพอใหผเรยนไดมโอกาสแสดงออก ไดเรยนดวยความเพลดเพลน

5. เพอใหการเรยนการสอนมความใกลเคยงกบสภาพความเปนจรงมากขน

ลกษณะของบทบำทสมมต

บทบาทสมมตทผเรยนแสดงออกแบงไดเปน 2 ลกษณะ คอ

1). กำรแสดงบทบำทสมมตแบบละคร เปนการแสดงบทบาทตามเรองราวทมอย

แลวผแสดงจะไดรบทราบเรองราวทงหมด แตจะไมไดรบบททก าหนดใหแสดงตามอยางละเอยดผ

แสดงจะตองแสดงออกตามความคดของตน และด าเนนเรองไปตามทองเรองทก าหนดไวแลวซงม

ลกษณะเหมอนละคร

2). กำรแสดงบทบำทสมมตแบบแกปญหำ เปนการแสดงบทบาทสมมตทผเรยน

ไดรบทราบสถานการณหรอเรองราวแตเพยงเลกนอยเทาทจ าเปน ซงมกเปนสถานการณทเปนปญหา

หรอมความขดแยงแฝงอย ผแสดงบทบาทจะใชความคดของตนในการแสดงออกและแกปญหาตาง ๆ

อยางเสร

ขนตอนวธกำรสอนโดยใชบทบำทสมมต สรปไดดงน

รปท 1 : ขนตอนวธกำรสอนโดยใชบทบำทสมมต

ทมำ : http://edu.swu.ac.th/ae/project/ed322/principles%20of%20teaching/oldweb/P8.7.htm

2. ขนตอนกำรด ำเนนงำน

- ขนน าเขาสการแสดง

- เลอกผแสดง

- เตรยมความพรอมผ

แสดง

- จดฉากการแสดง

- เตรยมผสงเกตการณ

- การแสดง

- การตดบท

3. ขนวเครำะหและอภปรำย

ผลกำรแสดง

- ผเรยนแสดงความ

คดเหน คดวเคราะห อภปราย

4. ขนแสดงเพมเตม

- ผเรยนเสนอแนวทางใหมใน

การแกปญหา

5. ขนแลกเปลยนประสบกำรณและ

สรป

- ผเรยนแลกเปลยนประสบการณและ

สรปรวมกนกบผสอน

1. ขนเตรยมกำรสอน

- เตรยมจดประสงค

- เตรยมสถานการณสมมต

ขนตอนกำรสอนโดยใชบทบำทสมมต

การสอนโดยใชบทบาทสมมต ม 5 ขนตอน ในแตละขนตอนมวธการสอน ดงน

ขนเตรยมกำรสอน เปนการเตรยมใน 2 หวขอใหญ ไดแก

1. เตรยมจดประสงคของการแสดงบทบาทสมมตใหแนชดและเฉพาะเจาะจงว า

ตองการใหผเรยนเกดความรความเขาใจอะไรบางจาการแสดง

2. เตรยมสถานการณสมมต เพอเลาใหผเรยนฟงโดยใหสอดคลองกบจดประสงคท

ก าหนดไว การเตรยมสถานการณและบทบาทสมมตนอาจเตรยมเขยนไวอยาง

ละเอยดเพอมอบใหแกผเรยนหรอเตรยมเฉพาะสถานการณเพอเลาใหผเรยนฟง

สวนรายละเอยดผเรยนตองคดเอง

การเตรยมสถานการณแลกะบทบาทสมมตน ควรใหมความชดเจน มความยากงายให

เหมาะสมกบระดบผเรยน มเนอหาทใกลเคยงกบความเปนจรง และควรใหมความขดแยงหรอปญหาท

จะตองแกไข เพอใหผเรยนไดมโอกาสฝกคดและแกปญหา

ขนด ำเนนกำรสอน จดแบงยอยได 7 ขนตอน ดงน

1. ขนน าเขาสการแสดงบทบาทสมมต เปนการกระตนใหผเรยนเกดความ

สนใจและกระตอรอรนทจะเขารวมกจกรรมโดยผสอนอาจใชวธโยง

ประสบการณใกลตวผเรยน เลาเรองราว หรอสถานการณสมมต

ชแจง ประโยชนของการแสดงบทบาทสมมต และการรวมกนชวยกน

แกปญหาเลอกผแสดงเมอผเรยนเกดความกระตอรอรนทจะเขารวม

กจกรรมแลวผสอนจะจดตวผแสดงในบทบาทตาง ๆ ในการเลอกผ

แสดงนนอาจใชวธดงน

1) เลอกอยางเจาะจง เชนเลอกผทมปญหาออกมาแสดง เขาไดรสกในปญหา

และเหนวธแกปญหาสมมต

กำรแสดงบทบำทสมมต

การแสดงบทบาทสมมต ถอเปนเครองมอและกลวธอยางหนงทครจะน ามาใชในการจดการเรยน

การสอน ทกสภาวะในชนเรยนตามโอกาสทสมควร โดยใหนกเรยนแสดงออกจากเรองทไดอานน ามา

สมมตมการแสดงออกอยางอสระทงทาทางการพดการแสดงทาทางตางๆ

การแสดงบทบาทสมมตนจะชวยใหนกเรยนทออกมาแสดง มความเขาใจในเรองทแสดงไดอยาง

ลกซงและสามารถจดจ าไปไดนาน ถาเปนเรองทนกเรยนสนใจกจะฝงใจและจดจ าไดไปตลอดชวต

บทบาทสมมตนบเปนเครองมอและวธการอยางหนงทชวยในการสงเสรมใหเดกๆรกการอาน

ไดมากอกทงครยงสามารถน าบทบาทสมมตไปชวยใหผเรยนเกดการเรยนรในดานตางๆดงน

1.ชวยใหผเรยนไดเขาใจวาพฤตกรรมทกพฤตกรรมมสาเหต

2. ชวยใหผเรยนไดเรยนรและเขาใจความรสกของผอน ความเขาใจนจะชวยใหผเรยน รจก

เอาใจเขามาใสใจเรา

3.ชวยลดความตงเตรยดของผเรยน

4.ชวยใหผเรยนไดเรยนรถงความตองการของผเรยน

5.ชวยสงเสรมใหผเรยนไดพฒนาความรสกเกยวกบตนเองในทางทด

6.ชวยสงเสรมใหผเรยนไดมโอกาสส ารวจคานยมของตนเองและหาหลกยดเหนยวในการ

ด ารงชวตของตน

7.ชวยใหผเรยนไดพฒนาความสามคคในกลม

8.ชวยใหผเรยนไดเรยนรเกยวกบการปฏบตจนในสงคม

9.ชวยใหผเรยนไดฝกการแกปญหาและการตดสนใจ

10.ชวยสงเสรมการเรยนรและฝกการปฏบตตนใหถกตองเหมาะสมในหลายๆบทบาท

11.ชวยฝกใหผเรยนปฏบตตามขนตอน“รสกคดและกระท า”

ทงน การแสดงบทบาทสมมตหลงจากอานหนงสอจบลง ถอเปนการฝกนกเรยนในการแกปญหา

เฉพาะหนา ชวยใหนกเรยนไดรถงความขดแยง ความเปนจรงของโลกจากสถานการณสมมต สงเสรม

ใหการเรยนการสอนมชวตชวา ท าใหนกเรยนกระตอรอรนทจะอภปรายปญหา สงเสรมพฒนาการใน

ดานรางกาย อารมณ สงคม รวมถงภาษาและความคดสรางสรรคอกดวย

เทคนคกำรสอน

เทคนคการสอนมหลายรปแบบดงน

กำรสอนโดยกำรแสดงบทบำทสมมต

การสอนโดยการแสดงบทบาทสมมต (Role Playing) คอ เทคนคการสอนทผเรยนแสดง

บทบาทในสถานการณทสมมตขน นนคอ แสดงบทบาททก าหนดให การแสดงบทบาทสมมตม 2

ประเภท ประเภทแรก ผแสดงบทบาทสมมตจะตองแสดงบทบาทของคนอนโดยละทงแบบแผน

พฤตกรรมของตนเอง บทบาทของบคคลอนอาจเปนบคคลจรง เชน คนทมชอเสยงในประวตศาสตร

เพอนรวมหอง หรอการเปลยนบทบาทซงกนและกนกบเพอน หรอเปนบคคลสมมต เชน สมมตวาเปน

ครใหญ สมมตวาเปนชาวนา เปนตน ผแสดงบทบาทสมมตจะพด คด ประพฤตหรอมความรสก

เหมอนกบบคคลทตนสวมบทบาท ประเภททสอง ผแสดงบทบาทจะยงคงรกษาบทบาทและแบบแผน

พฤตกรรมของตนเองแตปฏบตอยในสถานการณทอาจพบในอนาคต เชน การสมครงานสมภาษณกลม

ตวอยางผแนะแนวใหค าปรกษาแกนกเรยน บทบาทสมมตประเภทนเปนประโยชนตอการฝกฝนทกษะ

เฉพาะ เชน การแนะแนวการสมภาษณการสอนการจงใจการควบคมความขดแยงเปนตน

การแสดงบทบาทสมมตแตกตางจากเกมจ าลองสถานการณตรงทไมมกฎเกณฑ และการแขงขน

กำรสอนโดยใชเกมจ ำลองสถำนกำรณ

การสอนแบบเกมจ าลองสถานการณ (Simulation Gaming) เปนวธสอนทพฒนามาจากการ

แสดงบทบาทสมมตการเลนเกมและการจ าลองสถานการณ

เกมจ าลองสถานการณ คอ วธสอนทผสอนน าเอาสถานการณจรงมาจ าลองไวในหองเรยน

พยายามใหมสภาพเหมอนจรงมากทสด และก าหนดกตกา กฎ หรอเงอนไขส าหรบเกมนน แลวแบง

ผเรยนออกเปนกลมๆ เขาไปแขงขนหรอเลนในสถานการณจ าลองนน ผเรยนจะตองเผชญกบปญหา

และตองแขงขนกบฝายตรงขามจงตองมการตดสนใจของกลมเพอมงเอาชนะกน

กำรสอนโดยใชกำรระดมควำมคด

การสอนโดยใชการระดมความคด (Brainstorming) คอ การใหผเรยนทกคนไดแสดงความ

คดเหนใหขอเสนอแนะในการแกปญหามากทสดเทาทจะท าไดโดยมการวพากษวจารณความคดเหน

หรอขอเสนอแนะทผเรยนเสนอมานน มการบนทกความคดหรอขอเสนอแนะทงหมด

กำรสอนแบบคนพบควำมร

การสอนแบบคนพบความร (Discovery) คอ วธสอนทผเรยนคนพบค าตอบหรอความรดวย

ตนเอง ค าวาคนพบความรไมไดหมายถงวาผเรยนเปนคนคนพบความรหรอค าตอบนนเปนคนแรก สงท

คนพบนนจะมผคนพบมากอนแลวและผเรยนกคนพบความรหรอค าตอบนนดวยตนเอง ไมใชทราบจาก

การบอกเลาของคนอนหรอจากการอานค าตอบทมผเขยนไว ในการใชวธสอนแบบนผสอนจะสราง

สถานการณในรปทผเรยนจะเผชญกบปญหา ในการแกปญหานนผเรยนจะใชขอมลและปฏบตใน

ลกษณะตรงกบธรรมชาตของวชาและปญหานน นนคอ ผเรยนจะศกษาประวตศาสตรในวธเดยวกบท

นกประวตศาสตรกระท า ศกษาชววทยา ในวธเดยวกนกบทนกชววทยาศกษา เปนวธสอนทเนน

กระบวนการซงเหมาะสมส าหรบวชาวทยาศาสตร คณตศาสตร แตกสามารถใชไดกบวชาอนๆ

กำรสอนแบบแกปญหำ

การสอนแบบแกปญหา (Problem Solving) คอ วธสอนทใชวธการทางวทยาศาสตร โดยใชทง

การแกปญหาของจอหน ดวอ (John Dewey) อนไดแก 1. ใหนยามปญหา 2. ตงสมมตฐาน 3.

รวบรวม ประเมน จดระบบและตความหมายขอมล 4. สรปผล และ 5. ตรวจสอบผลสรป

กำรสอนแบบปฏบตกำร

การสอนแบบปฏบตการ (Laboratory) คอ การสอนทใหผเรยนกระท ากจกรรมการเรยน

ภายใตการแนะน าชวยเหลออยางใกลชด โดยท าการทดลองปฏบตฝกการใชทฤษฎโดยผานการสงเกต

การทดลอง ภายใตสภาพทควบคม

กำรสอนโดยใชโสตทศนปกรณ

การสอนโดยใชโสตทศนปกรณ (Audio – visual Media) หมายถง การสอนโดยใชอปกรณ

การสอนตางๆ เชน รปภาพ สไลด ภาพยนตร วดทศน หนจ าลอง เทปบนทกเสยง เครองฉายภาพขาม

ศรษะ เปนตน เนองจากโสตทศนปกรณแตละชนดตางกมจดเดน ขอจ ากดเฉพาะตว จงไมขอกลาวถง

จดเดนและขอจ ากดโดยรวมๆ ในการพฒนาการใชสอตางๆ

กำรสอนแบบใหผเรยนเสนอรำยงำนในชนเรยน

การสอนแบบใหผเรยนเสนอรายงานในชน คอ เทคนคการสอนทมอบหมายใหผเรยนไปศกษา

คนควาสาระความร เรองราย ฯลฯ แลวน ามาเสนอรายงานในชน โดยทวไปจะเสนอดวยวาจา ผสอน

อาจมอบหมายใหผเรยนไปศกษาคนควาเปนรายบคคลหรอกลมกได

กำรสอนโดยใชค ำถำม

การสอนโดยใชค าถามเปนการสอนทผสอนปอนค าถามใหผเรยนตอบ อาจตอบเปนรายบคคล

หรอตอบเปนกลมยอย หรอตอบทงชน การตอบใชวธพดตอบผสอนจะพจารณาค าตอบแลวใหขอมล

สะทอนกลบหรอถามคนอนหรอกลมอนจนกวาจะไดค าตอบทถกตองเหมาะสมเทคนคการสอน

หลากหลายวธดงกลาวมาแลว เปนเพยงแนวทางการสอนทมผคนคดขน ซงผสอนเองจะตองท าความ

เขาใจ และเลอกใช ประยกตใช ปรบปรงและพฒนาใหเหมาะสมกบเนอหาสาระของการสอน ผเรยน

วตถประสงคเชงพฤตกรรม เวลา เครองมอ บรรยากาศ สถานท และขอจ ากดตางๆ รวมถงความถนด

ของผสอน แตทงนในการเลอกใชทดควรจะผสมผสานหลายเทคนคทเหมาะสมเขาดวยกน จะกอใหเกด

ประสทธภาพสงสดได (สมยศ ตายแกว,2009)

กรอบควำมคด

การพฒนาทกษะการฟง พด

การพฒนาการใช

ภาษาองกฤษ

ไดถกตองตามเหตการณ

ตางๆ

ฝกการกลาแสดงออก

ฝกการท างานรวมกบผอน

อยางเปนกลยาณมตร

การแสดงบทบาทสมมต

บทท 3

วธด ำเนนกำรวจย

3.1 ประชำกรทศกษำ

ประชากรคอ นกศกษาแผนกพาณชยกรรม ระดบประกาศนยบตรวชาชพ ชนปท 1

จ านวนทงหมด 80 คน โดยจ าแนกเปนหองCD 101 จ านวน 39 คน

หอง CD 103 จ านวน 41 คน คณะบรหารธรกจ วทยาลยเทคโนโลยพายพและบรหารธรกจ อ าเภอสน

ทราย จงหวดเชยงใหม

3.2 กำรพฒนำเครองมอรวบรวมขอมล

3.2.1 ขอมลปฐมภม (Primary Data)

ท าการเกบรวบรวมขอมลทเกยวของการจดกจกรรมการเรยนการสอนโดยใชบทบาทสมมต ทม

จดประสงคในการพฒนาทกษะการฟงและพด ทสามารถน ามาประยกตใ ชในการสอสารใน

ชวตประจ าวนตามสถานการณตางๆ ส าหรบนกศกษาระดบประกาศนยบตรวชาชพ การวางแผนการ

ท างานและ แนวทางปรบปรงและพฒนาการด าเนนบทบาทสมมตใหมประสทธภาพยงขน โดยท าแบบ

ประเมนการท างานเปนกลม การประเมนผลการพดและฟงบทสนทนาภาษาองกฤษโดยมการออกเสยง

ทถกตองและมการแสดงโดยทาทางประกอบทเหมาะสม ใชบทสนทนาสอสารตรงสถานการณท

ก าหนดให รวมถงแบบประเมนพฒนาการตลอดการแสดงบทบาทสมมต

3.2.2 ขอมลทตยภม (Secondary Data)

ท าการศกษาและเกบรวบรวมขอมลตาง ๆ ในประเดนการ โดยขอมลทท าการวจยครงนน ามา

จากรายงานประจ าปของโรงเรยน เอกสารงานวจย เอกสารเชงวชาการ รวมถงการคนควาจากระบบ

ออนไลน เปนตน

3.2.3 ขอบเขตดำนเนอหำ

เนอหำทใชในกำรทดลองครงนประกอบไปดวยหวขอดงน

1) My Last Holiday

2) Telling Simple Directions

3) Offering Helps and Requesting

4) What would you like to eat / drink?

5) Restaurant and Hotel Reservation on the Phone

3.3 กำรประมวลผลขอมล

3.3.1 กำรเกบรวบรวมขอมล

1) ท าการรวบรวมเอกสาร รวบรวมขอมลทตยภม จากแหลงขอมลตาง ๆ เชน

รายงานประจ าปของโรงเรยน เอกสารงานวจย เอกสารเชงวชาการ เปนตน

2) แบบประเมนการการแสดงบทบาทสมมตในแตละแผน

3) แบบบนทกการประเมนวดผลการฟงและพดในการแสดงบทบาทสมมตในแตละ

แผน

3.3.2 เครองมอทใชในกำรศกษำ

แผนการจดการเรยนรโดยใชกจกรรมบทบาทสมมต ทผสอนสรางขน 5 แผนแผนละ 2

ชวโมง ใชเวลาเรยนทงหมด 10 ชวโมง

แบบประเมนการท ากจกรรมการแสดงบทบาทสมมตในแตละแผน

3.3.3 กำรวเครำะหขอมล

ขอมล น าคะแนนทไดจากการวดความสามารถใน การฟง การพดของนกศกษาในการ

แสดงบทบาทสมมตในแตละแผน(มาหารอยละ คาเฉลย) เทยบเกณฑผานทตงไวคอ มคะแนนอยใน

ระดบ 12 หรอรอยละ 60 จากคะแนนเตม 20 คะแนน โดยนกศกษาทผานเกณฑ การประเมนตองเปน

จ านวนรอยละ 80 ของนกศกษาทงหมด 80 คน

น าขอมลทไดจากการวดผลความสามารถการฟงและพดในแตละแผนมาหารอยละคาเฉลย

เทยบเกณฑผานทตงไวคอ มคะแนนอยในระดบ 12 หรอรอยละ 60 จากคะแนนเตม 20 คะแนน โดย

นกศกษาทผานเกณฑ การวดผลตองเปนจ านวนรอยละ 80 ของนกศกษาทงหมด 80 คน

ประเมนการแสดงบทบาทสมมตในแตละแผน รวม 5 แผน โดยมคะแนนอยในชวง

ระหวางระดบ 2.52 – 4.03หรอระดบดถงดมาก ในทกเกณฑ

ในกำรวเครำะหขอมลเทยบอนตรภำคชนโดยใชสตรดงน

อนตรภาคชน = Range/K

=(Xmin-Xmax)/K

เมอ Range = พสย

Xmax = คะแนนสงสด

Xmin = คะแนนต าสด

K = จ านวนชน

ในการวเคราะหขอมลในการสรปโครงการครงนไดก าหนด คะแนนสงสด =4 คะแนน

คะแนนต าสด =1 คะแนน

จ านวนชน =4 ชน

คะแนนสตรอนตรภาคชน =(4-1)/4

= 0.75

บทท 4

ผลกำรวจยและวจำรณขอมล

จากผลการวเคราะหขอมลเรอง การใชกจกรรมบทบาทสมมตเพอพฒนาทกษะการฟงและ

การพดภาษาองกฤษของนกศกษาระดบประกาศนยบตรวชาชพชนปท 1 แผนกบรหารธรกจ วทยาลย

เทคโนโลยพายพและบรหารธรกจคดเปน 100 เปอรเซนต สามารถน าเสนอไดดงน

4.1 ผลกำรศกษำขอมลทวไปเกยวกบกลมนกศกษำ

การศกษาขอมลทวไปของกลมตวอยาง ประกอบดวย เพศ, อาย, ระดบการศกษา โดยม

รายละเอยดดงน ประชากรทน ามาท าการวจย โดยเปนนกศกษาระดบชนประกาศนยบตรวชาชพชนปท

1 คณะบรหารธรกจ จ านวนทงหมด 80 คน โดยแบงเปนเพศหญงจ านวน 39 คน คดเปนรอยละ

48.75 ซงนอยกวาเพศชายถง รอยละ 2.5 นกศกษามอายอยในชวงระหวาง 15-16 ป

จ านวน 80 คน คดเปนรอยละ 100 และเปนนกศกษาคณะบรหารธรกจ จ านวน 80 คน คดเปนรอยละ

100

ตำรำงท 4.1 ขอมลทวไปของตวอยำง

ขอมลทวไป จ ำนวน(คน) รอยละ

เพศ

หญง

ชาย

รวม

39

41

80

48.75

51.25

100

อำย 15

16

รวม

60

20

80

75

25

100

คณะ

บรหารธรกจ

1) CD 101

2) CD 103

รวม

39

41

80

48.75

51.25

100

ทมำ: จากการศกษา

4.2 ผลกำรวดควำมสำมำรถดำนทกษะกำรฟงและพดโดยกำรท ำกจกรรมแสดงบทบำทสมมต

คะแนนทไดจากการวดความสามารถใน การฟง การพดของนกศกษาในการแสดง

บทบาทสมมตในแตละแผน(มาหารอยละ คาเฉลย) เทยบเกณฑผานทตงไวคอ มคะแนนอยในระดบ

12 หรอรอยละ 60 จากคะแนนเตม 20 คะแนน โดยนกศกษาทผานเกณฑ การประเมนตองเปน

จ านวนรอยละ 80 ของนกศกษาทงหมด 80 คน

จากขอมลในตาราง ผลทไดคอ จ านวนนกศกษาทผานเกณฑคะแนนการวดความสามารถ

ในการฟง พด จากการแสดงบทบาทสมมตทงหมด 5 แผน ตงแต 60 คะแนนขนไป (รอยละ 60) ม

จ านวนทงหมด 52 คน คดเปนรอยละ 86.66 ซงถอวาผานเกณฑการประเมนทตงไวคอ รอยละ 80

ของนกศกษาทงหมด 80 คน

ตำรำงท4.2 กำรวดควำมสำมำรถดำนทกษะกำรฟงและพดโดยกำรบนทกคะแนนจำก

แผนกำรสอน

คะแนน

(เตม 100คะแนน)

จ ำนวนนกศกษำ

(ทงหมด 80 คน)

คดเปนเปอรเซนต

(%)

80 - 100 27 33.75

60 - 79 25 31.25

40 - 59 25 31.25

20 - 39 3 3.75

0 - 19 0 0

รวม 80 100

4.3 ผลกำรประเมนกำรแสดงบทบำทสมมต

จากการประเมนการแสดงบทบาทสมมตทงหมด 5 แผน พบวานกศกษาจ านวน 80 คน คดเปน

รอยละ 100 ผานเกณฑประเมนทกขอ ตงแตระดบ 2.52-4.03 หรอ ดถง ดมากโดยเรยงล าดบคะแนนท

ไดดงน

1) บทสนทนาสอสารไดตรงกบสถานการณ ระดบคะแนนทไดคอ 3.52 คดเปนรอยละ

87.34

2) ใชภาษา ส านวนพดโตตอบกบตวละครอนไดอยางเหมาะสม ระดบคะแนนทไดคอ 3.15

คดเปนรอยละ 78.16

3) มความมนใจ กลาแสดงออก ไมเคอะเขน ระดบคะแนนทไดคอ 2.95 คดเปนรอยละ

73.20

4) มทาทางประกอบทเหมาะสม ระดบคะแนนทไดคอ 2.92 คดเปนรอยละ 72.45

5) ออกเสยงถกตอง เสยงดงฟงชด ระดบคะแนนทไดคอ 2.91 คดเปนรอยละ 72.20

ตำรำงท 4.3 กำรประเมนกำรแสดงบทบำทสมมตทงหมด 5 แผน

หวขอกำรประเมน

ผลกำรประเมน คะ

แนนร

วมเฉลย

ระดบ

คะแน

ดมำก

(4)

ด (3)

พอใช (2)

ปรบป

รง (1)

1.ออกเสยงถกตอง เสยงดงฟงชด 30 24 15 11 233 2.91

2. บทสนทนาสอสารไดตรงกบสถานการณ 52 18 10 0 282 3.52

3. มทาทางประกอบทเหมาะสม 34 10 32 4 234 2.92

4. ใชภาษา ส านวนพด โตตอบกบตวละคร

อนไดอยางเหมาะสม 29 36 13 2 252 3.15

5. มความมนใจ กลาแสดงออก ไมเคอะเขน 30 24 18 8 236 2.95

ตำรำง 4.4 ตำรำงแสดงชวงคะแนนเฉลยและกำรแปลควำมหมำยขอมล

ระดบคะแนน กำรแปลควำมหมำยระดบควำม

คดเหน

3.28-4.03 ดมาก

2.52-3.27 ด

1.76-2.51 พอใช

1.00-1.75 ปรบปรง

บทท 5

สรป อภปรำยผล และขอเสนอแนะ

การศกษาเรองการใชกจกรรมบทบาทสมมตเพอพฒนาทกษะการฟงและการพดภาษาองกฤษ

ของนกศกษาระดบประกาศนยบตรวชาชพชนปท1 แผนกบรหารธรกจ วทยาลยเทคโนโลยพายพและ

บรหารธรกจ ในการศกษาครงนมวตถประสงคในการศกษาคอ

1) เพอพฒนาการจดกจกรรมการเรยนการสอนวชาภาษาองกฤษโดยใชบทบาทสมมต

เพอสงเสรมทกษะการฟงและการพด

2) เพอประเมนผลการจดกจกรรมการเรยนการสอนวชาภาษาองกฤษโดยใชบทบาท

สมมต

ขอมลทใชในการศกษาเปนขอมลปฐมภมทไดมาจากการประเมนการวดความสามารถทางดาน

การฟงและพดจากกจกรรมการแสดงบทบาทสมมตโดยใชแบบประเมนการวดทกษะการฟงและพด

ทงหมด 5 แผน ซงเปนนกศกษาระดบประกาศนยบตรวชาชพชนปท 1 แผนกบรหารธรกจ ในวทยาลย

เทคโนโลยพายพและบรหารธรกจ จ านวน 80 คน ซงผลการศกษาครงนสามารถสรปไดดงนคอ

นกศกษาผานเกณฑคะแนนการวดความสามารถในการฟง พด จากการแสดงบทบาทสมมตทงหมด 5

แผน ตงแต 60 คะแนนขนไป (รอยละ 60) มจ านวนทงหมด 52 คน คดเปนรอยละ 86.66 ซงถอวาผาน

เกณฑการประเมนทตงไวคอ รอยละ 80 ของนกศกษาทงหมด 80 คน

จากการประเมนการแสดงบทบาทสมมตทงหมด 5 แผน พบวานกศกษาจ านวน 80 คน คดเปน

รอยละ 100 ผานเกณฑประเมนทกขอ ตงแตระดบ 2.52-4.03 หรอ ดถง ดมากโดยเรยงล าดบคะแนนท

ไดดงน

1) บทสนทนาสอสารไดตรงกบสถานการณ ระดบคะแนนทไดคอ 3.52 คดเปนรอยละ

87.34

2) ใชภาษา ส านวนพดโตตอบกบตวละครอนไดอยางเหมาะสม ระดบคะแนนทไดคอ 3.15

คดเปนรอยละ 78.16

3) มความมนใจ กลาแสดงออก ไมเคอะเขน ระดบคะแนนทไดคอ 2.95 คดเปนรอยละ

73.20

4) มทาทางประกอบทเหมาะสม ระดบคะแนนทไดคอ 2.92 คดเปนรอยละ 72.45

5) ออกเสยงถกตอง เสยงดงฟงชด ระดบคะแนนทไดคอ 2.91 คดเปนรอยละ 72.20

อภปรำย

จดเดนซงสำมำรถอธบำยไดดงน

ประกำรแรก การจดกจกรรมบทบาทสมมตเพอสงเสรมความสามารถในการฟงและการพด

ของนกเรยนนน นกเรยนไดลงมอปฏบตจรงตามสถานการณทก าหนด นอกจากนนเปนการเรยนการ

สอนเพอฝกทกษะการพดของนกเรยน โดยนกเรยนไมรตวและเปนการเรยนทสนกสนาน ประกำรท

สอง การใหโอกาสนกเรยนในการปรบขอผดพลาดโดยการฝกหลายๆครง ท าใหนกเรยนมโอกาสใน

การพฒนาเปนอยางมาก มความพยายามแกไขตนเอง และรสกภมใจในความกาวหนาทมขนเรอยๆ

ประกำรสดทำย เปนการฝกความรบผดชอบโดยการจดเตรยมสถานการณตาง ๆ ท

ก าหนด นกเรยนตองเตรยมอปกรณใหสอดคลองกบสถานการณนนๆ และเปนการท างานกลมดวย

ขอเสนอแนะ

1. ควรใหนกเรยนไดใชภาษาทไดเรยนในสถานการณจรงอยางตอเนอง และสม าเสมอ

2. การจดกจกรรมควรใหนกเรยนมสวนรวมในการเลอกเนอหาในการเรยนการสอน

3. ควรน ากจกรรมบทบาทสมมตมาใชเปนกจกรรมในการเรยนการสอนทท าใหผเรยนเกด

กระบวนการคดอยางสรางสรรค

บรรณำนกรม

ทฤษฎบทบาทคร ทมา : http://gotoknow.org/blog/yuwathida/205022

วธการสอนโดยการใชบทบาทสมมต ทมา: http://siwaphon28.blogspot.com/2007/08/bandura.html

เทคนคการสอน ทมา: http://dit.dru.ac.th/home/023/psychology/chap1-chap7.html

สรางค โควตระกล. จตวทยาการศกษา. กทม: ส านกพมพแหงจฬาลงกรณมหาวทยาลย, 2548.

ภำคผนวก

ตำรำงท 1 แบบบนทกกำรใหคะแนนกำรฟงและพด

แผนท……..

เลขท

ชอ-สกล

รายการประเมน คะแนน

รวม

20

การฟง

10

การพด

10

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

ตำรำงท 1 แบบบนทกกำรใหคะแนนกำรฟงและพด

แผนท……..

เลขท

ชอ-สกล

รายการประเมน คะแนน

รวม

20

การฟง

10

การพด

10

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

เกณฑการประเมน / ระดบคณภาพ

ดมาก = ระดบคะแนน 19-20 คะแนน

ด = ระดบคะแนน 16-18 คะแนน

พอใช = ระดบคะแนน 13-15 คะแนน

ผาน = ระดบคะแนน 9-12 คะแนน

ปรบปรง = ต ากวา 9 คะแนน

ตำรำงท 2 แบบประเมนกำรแสดงบทบำทสมมต (เรอง…………………………………………….)

ชอนกศกษำ ……………………………………………………… เลขท ………….

ท รำยกำรประเมน 4 3 2 1

1. ออกเสยงถกตอง เสยงดงฟงชด

2. บทสนทนาสอสารไดตรงกบสถานการณ

3. มทาทางประกอบทเหมาะสม

4. ใชภาษา ส านวนพด โตตอบกบตวละครอนได

อยางเหมาะสม

5. มความมนใจ กลาแสดงออก ไมเคอะเขน

รวม

ขอเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………

เกณฑกำรประเมนผล

4 = ดมาก 3 = ด 2 = พอใช 1 = ปรบปรง